รู้ทัน“โรตาไวรัส”ทำเด็ก-ผู้ใหญ่ท้องเสียรุนแรง
10 มกราคม 2561 เวลา 17:35 น.| เปิดอ่าน 568 ครั้ง

ศ.นพ.ยง บอกว่า อาการป่วยท้องเสียถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในทุกคน ซึ่งทุกครั้งอาการจะค่อยๆ ดีขึ้น ในอดีตไทยมักพบการป่วยโรคท้องเสียในช่วงฤดูร้อนจากเชื้อแบคทีเรีย แต่ปัจจุบันพบในช่วงฤดูหนาวที่มาจากเชื้อไวรัสเหมือนกับประเทศตะวันตก

“เชื้อไวรัสที่ว่า มี 2 ชนิด คือ 1. โรตาไวรัส ที่พบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ป่วยประมาณ 3 - 5 วัน อาการก็จะเป็นปกติ หากไม่พบอาการแทรกซ้อน การรักษาอาการท้องเสีย ไม่มียาอยู่แล้ว เป็นการรักษาตามอาการ และ 2. โนโรไวรัส พบมากในผู้ใหญ่ อาการไม่รุนแรงมาก ป่วยเพียง 3 - 5 วัน อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้นแล้ว สำหรับโรคท้องเสียจากเชื้อโรตามีมานานแล้ว ปีที่แล้วพบมากที่สุด โดยผู้ใหญ่ที่เป็นส่วนใหญ่ไม่ค่อยพบว่าติดเชื้อโรตาไวรัส แต่จะเป็นการติดเชื้อโนโรไวรัสมากกว่า

สำหรับอาการของโรคท้องเสียจากการติดเชื้อโรต้าไวรัสเข้าสู่ร่างกาย เชื้อมีระยะฟักตัว 2-4 วัน ต่อมาเริ่มมีอาการไข้สูง และมีอาการของหวัดนำมา อาเจียนใน 2-3 วันแรกก่อนมีอาการอุจจาระเป็นน้ำอยู่นานประมาณ 3-8 วัน ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจพบภาวะขาดน้ำ หรือถึงขั้นเกิดภาวะช็อคได้ นอกจากนี้อาจมีสารเกลือแร่ในร่างกายผิดปกติและภาวะพร่องแลคเตสร่วมด้วย

 

แม้จะเป็นโรคที่พบเจอกันบ่อยๆ แต่ยังไม่มียารักษาโดยเฉพาะ การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการและการรักษาแบบประคับประคอง คือ ถ้ามีไข้ ควรให้ยาลดไข้ ร่วมกับการเช็ดตัวเพื่อลดไข้เป็นระยะ ให้สารน้ำโดยการรับประทานหรือการให้เข้าทางเส้นเลือด เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขภาวะขาดน้ำ  และให้ยารักษาตามอาการ เช่น ถ้าผู้ป่วยมีคลื่นไส้หรืออาเจียนให้พิจารณาให้ยาลดอาการคลื่นไส้อาเจียน, มีภาวะพร่องแลคเตสให้พิจารณาเปลี่ยนนมเป็นนมที่ไม่มีแลคโตส ( Free Lactose) ในส่วนชของอาหารให้ผู้ป่วยรับประทานทานอาหารอ่อน รสไม่จัด ควรให้อาหารและน้ำทีละน้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ

การป้องกันโรค เบื้องต้นคือรักษาความสะอาด ตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างมือบ่อยๆ (ด้วยน้ำและสบู่) โดยเฉพาะหลังการขับถ่ายและก่อนรับประทานอาหาร รวมทั้งการใช้ช้อนกลาง และหลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ผ้าเช็ดหน้า และผ้าเช็ดมือ เป็นต้น

บ้าน รวมถึงสถานรับเลี้ยงเด็กและโรงเรียนอนุบาล ต้องจัดให้มีอ่างล้างมือและส้วมที่ถูกสุขลักษณะ หมั่นดูแลรักษาสุขลักษณะของสถานที่และอุปกรณ์เครื่องใช้ให้สะอาดอยู่เสมอ รวมถึงการกำจัดอุจจาระเด็กให้ถูกต้องด้วย หากพบเด็กป่วย ต้องรีบป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังเด็กคนอื่นๆ ควรแนะนำผู้ปกครองให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ และหยุดรักษาตัวที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ  ระหว่างนี้ไม่ควรพาเด็กไปในสถานที่แออัด เช่น สนามเด็กเล่น สระว่ายน้ำ ห้างสรรพสินค้า และผู้เลี้ยงดูเด็กต้องล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย หรืออุจจาระเด็กป่วย

กรณีที่เป็นทารกและเด็กเล็ก แนะนำการให้นมมารดา เนื่องจากในน้ำนมมารดามีสารภูมิต้านทานที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคอุจจาระร่วง แต่ในรายที่ใช้นมผสมและขวดนม ควรชงนมในปริมาณที่พอดีต่อการให้นมแต่ละครั้ง ทำความสะอาดขวดนมให้สะอาดและนำไปต้มหรือนึ่งทุกครั้งก่อนการนำมาใช้ใหม่

 ส่วนการรักษาในปัจจุบัน ได้มีการผลิตวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันโรคอุจจาระร่วงจากเชื้อไวรัสโรต้า โดยเริ่มผลิตครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อ 10 ปีก่อน แต่ไม่ได้รับการยอมรับนัก เนื่องจากเมื่อใช้แล้วจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น ได้แก่ การเกิดโรคลำไส้กลืนกัน จึงมีการระงับการใช้ไป ต่อมาได้มีการพัฒนาวัคซีนรุ่นใหม่เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนโดยได้รับอนุมัติใช้ทั้งหมด 2 ชนิด คือวัคซีนที่มีส่วนประกอบของเชื้อโรต้า 1 สายพันธุ์ และ 5 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นวัคซีนชนิดรับประทาน (หยอด) ที่มีข้อมูลความปลอดภัย

การให้ต้องเริ่มให้ให้กับทารกอายุตั้งแต่ประมาณ 6-12 สัปดาห์ขึ้นไป เป็นเพราะในช่วงสัปดาห์แรกๆ เด็กทารกจะยังได้รับภูมิคุ้มกันที่สร้างจากรก และการกินนมแม่ การสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสโรต้า จึงควรเริ่มต้นในช่วงอายุประมาณ 2 เดือน และครั้งที่สองตอนอายุครบ 4 เดือน ซึ่งเด็กอาจจะเริ่มมีโอกาสสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่รอบๆ ตัวแล้ว หลังได้รับแล้วอาจมีผลข้างเคียงที่พบได้บ้าง คือ ไข้ ถ่ายเหลว และอาเจียน

“กรณีการป่วยของดาราดังการตรวจหาเชื้อโวรัสที่เป็นสาเหตุของท้องเสีย ส่วนใหญ่ตามโรงพยาบาลมักตรวจจากชุดทดสอบ แต่เพื่อการยืนยันอย่างชัดเจน ต้องตรวจจากเครื่องในห้องปฏิบัติการชีวโมเลกุลที่ให้ผลชัดเจน จึงจะระบุได้ว่าสาเหตุมาจากจากโรตาไวรัส หรือโนโรไวรัส ซึ่งเมื่อรู้สาเหตุแล้วจะได้รักษาตามอาการต่อไป” ศ.นพ.ยง กล่าวทิ้งท้าย